ลุ้นแชมป์แทบหัวใจวาย

ลุ้นแชมป์แทบหัวใจวาย

ลุ้นแชมป์แทบหัวใจวาย บทสรุปพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2021/2022

ลุ้นแชมป์แทบหัวใจวาย ลุ้นแชมป์แทบหัวใจวาย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โกงความตายพลิกสถานการณ์ปราบ แอสตัน วิลล่า 3-2 ทั้งๆ ที่โดนนำไปก่อนสองประตู ส่งผลให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2021/2022 ได้สำเร็จ โดยเฉือน ลิเวอร์พูล ซึ่งทุบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส 3-1 ไปเพียง 1 แต้มเท่านั้น ทำให้ “เรือใบสีฟ้า” คว้าแชมป์ลีก 4 สมัยในรอบ 5 ปี

ลุ้นแชมป์แทบหัวใจวาย

“หงส์แดง” มีลุ้นที่จะแซงหน้า แมนฯ ซิตี้ ถ้าหากจ่าฝูงเกิดพลาดท่าสะดุดเสมอ หรือแพ้ วิลล่า และเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างเมื่อทีมของกุนซือสตีเว่น เจอร์ราร์ด ยิงนำ “เรือใบสีฟ้า” ไปถึง 2-0 แต่สุดท้ายความเก๋าเกมบวกกับคุณภาพนักเตะของเจ้าบ้านทำให้พวกเขาสามารถซัดประตูคืนแบบทบต้นทบดอก ทำให้แชมป์ลีกยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม ต่อไป

ในขณะที่เจอร์เก้น คล็อปป์ แอนด์ โค. จะต้องรีบลืมความผิดหวังในครั้งนี้ เพราะพวกเขามีคิวที่จะต้องดวลกับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคมนี้ อย่างน้อยๆ หากทำสำเร็จ “เดอะ เร้ดส์” จะครองแชมป์ฟุตบอลถ้วย 3 รายการซึ่งพวกเขาได้มาแล้ว 2 ถ้วยนั่นก็คือ คาราบาว คัพ กับ เอฟเอ คัพ

อีก 2 ทีมที่ต้องลุ้นกันในเกมสุดท้ายก็คือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กับ อาร์เซน่อล ซึ่งพวกเขาต้องขับเคี่ยวคว้าอันดับ 4 เพื่อตามหลัง แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ เชลซี ไปลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดย สเปอร์ส ถือไพ่เหนือกว่าคู่อริร่วมนอร์ธ ลอนดอน

สุดท้าย “ไก่เดือยทอง” สามารถถล่ม นอริช ซิตี้ ขาดลอย 5-0 ซิวตั๋วใบสุดท้ายไปลุยเกมถ้วยใบโตยุโรป ขณะที่ อาร์เซน่อล แม้ว่าจะไล่ถลุงยับไม่นับญาติ เอฟเวอร์ตัน ที่รอดตกชั้นไปแล้วถึง 5-1 แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาแซงหน้า สเปอร์ส ได้ ทำให้ “เดอะ กันเนอร์ส” รั้งอันดับ 5 ไปเล่นเกมยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน

ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องบอกว่าทำบุญมาดีจริงๆ เพราะพวกเขาออกไปโดน คริสตัล พาเลซ สอย 1-0 แต่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ดันพลาดท่าถูก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน พลิกชนะ 3-1 ทำให้โควตา ยูโรปา ลีก ตกไปอยู่ในมือ “ปีศาจแดง” แบบโชคช่วยจริงๆ สำหรับ “ขุนค้อน” ต้องจำใจไปเล่นในเกมยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก

ขณะที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด สามารถรวมพลังประจัญบานสู้สุดใจเอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 รอดจากการตกชั้นไปอย่างหวุดหวิด ส่วน เบิร์นลี่ย์ ที่ออกไปพ่าย นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ต้องบ๊ายบายลีกสูงสุดตาม วัตฟอร์ด กับ นอริช ซิตี้ ที่ร่วงตกชั้นไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก่อนหน้านี้แล้ว

ด้านสโมสรที่ได้เลื่อนชั้นในฤดูกาลนี้ก็คือ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม ที่ผงาดคว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตามด้วย บอร์นมัธ ซึ่งคว้าอันดับ 2 ขณะที่โควตาสุดท้ายต้องรอลุ้นระหว่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ กับ น็อตติงแฮมป์ ฟอเรสต์ ซึ่งทั้งสองทีมจะต้องดวลกันในเกมนัดชิง เพลย์ออฟ วันที่ 29 พ.ค. โดยทีมชนะจะได้สิทธิ์ขึ้นมาโชว์ฝีเท้าในเกมพรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้า

สำหรับดาวซัลโวสูงสุดในฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์เช่นกัน เพราะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ตอนแรกยิงนำห่างคู่แข่ง แต่ฟอร์มฝืดช่วงท้ายซีซั่นจนโดน ซน ฮึง-มิน ไล่จี้ และต้องมาวัดกันในเกมส่งท้ายลีก โดย ดาวยิงชาวเกาหลีใต้ ซัด 2 ตุงในวันนี้ทำให้ประตูรวมอยู่ที่ 23 ลูก เท่ากับ “บังโม” ที่ยิง 1 ประตูในเกมกับวูล์ฟส์ ส่งผลให้ครองรองเท้าทองคำ (Golden Boot ) ร่วมกัน

ในส่วนของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผลงานยังคงยอดเยี่ยม เมื่อซัดไป 18 ประตูรั้งอันดับ 3 สวนทางกับผลงานของต้นสังกัดที่มีแต่สาละวันเตี้ยลง ขณะที่ แฮร์รี่ เคน ตะบันไป 17 ประตูรั้งอันดับ 4 ของตารางดาวซัลโว

ด้านท็อปแอสซิสต์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เป็นของ ซาลาห์ ที่ป้อนบอลให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 13 ครั้ง โดย อันดับสองเป็นของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จาก ลิเวอร์พูล ที่ทำได้น้อยกว่าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

ตบท้ายด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำซีซั่นนี้ตกเป็นของ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ แมนฯ ซิตี้ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะรายที่ 4 ที่ได้รับเกียรตินี้มากกว่า 1 สมัยต่อจาก เธียร์รี่ อองรี, โรนัลโด้ และ เนมานย่า วิดิช สำหรับ ฟิล โฟเด้น เพื่อนร่วมสังกัด เดอ บรอยน์ ก็ไม่น้อยหน้าซิวแข้งดาวรุ่งยอดเยี่ยม ซึ่งคว้ามาครอง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และเป็นคนแรกในลีกที่ทำได้ด้วย

 

 

  • อัปเดตข่าวกีฬาก่อนใคร : Game Hall Fa Chai Fishing
  • ขอขอบคุณแหล่งข่าว : Siamsport